การปลูกเมล่อนคุณภาพดีที่อยุธยา

ส่ง email
News Image

คุณสุวิทย์ ไตรโชค เกษตรกร อ.บาง ไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เห็นว่าการปลูกแตงเมล่อนถ้าใช้เทคโนโลยีไม่เหมาะสมจะทำให้ต้นทุนสูง และนำไปสู่การขาดทุนได้ การผลิตเมล่อนให้มีคุณภาพดีนั้น ความยากจะอยู่ที่การจัดการทั้งด้านพันธุ์, น้ำ, ปุ๋ยและการควบคุมศัตรูพืช เพราะเมล่อนเกิดโรคเชื้อราได้ง่าย เกษตรกรบางรายจึงต้องย้ายที่ปลูกตลอดเวลา และยังมีปัญหาการผลิตให้ได้คุณภาพตามที่ตลาดระดับบนซึ่งมีอำนาจซื้อสูงจะยอมรับได้ เพราะแตงเมล่อนที่จะขายได้ราคาดีจะต้องมีขนาดลูกสม่ำเสมอ มีความหวานที่ได้มาตรฐานเมื่อเกษตรกรไม่สามารถทำคุณภาพได้ตามที่ลูกค้าต้องการก็ย่อมเกิดปัญหาทางการตลาดตามมา และทำให้เกษตรกรหลายรายต้องเลิกปลูกแตงเมล่อนไปในที่สุด

สายพันธุ์เมล่อนต้องดี ใช้พันธุ์ที่ดีมีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ผลิต โดยเฉพาะแตงเมล่อนสายพันธุ์จากญี่ปุ่น ที่คุณสุวิทย์ ต้องใช้ความอดทนรอคอยหลายปีกว่าที่เจ้าของพันธุ์เมล่อนจึงยอมขายเมล็ดพันธุ์ให้ และถึงเมล็ดพันธุ์จะมีราคาแพง แต่ก็นับได้ว่าเมื่อปลูกแล้วได้ผลผลิตที่มีคุณภาพก็คุ้มค่า แล้วในแต่ละปีต้องนำเข้าเมล็ดพันธุ์จากญี่ปุ่นและประเทศต่าง ๆมาปลูกเพื่อทดสอบสายพันธุ์นับ 100 สายพันธุ์

เพื่อหาสายพันธุ์ที่ดี บางครั้งปลูกทดสอบนานถึง 5 ปี อาจจะเจอสายพันธุ์ที่ดีเพียงสายพันธุ์เดียวเท่านั้น แต่ก็คุ้มเพราะ 1 สายพันธุ์เราใช้ประโยชน์ได้นานนับ 10 ปีทีเดียว แล้วเมล่อนจะหวานได้สายพันธุ์ก็ต้องหวานด้วย ปัจจุบันคุณสุวิทย์ ปลูกเมล่อนป้อนตลาด ประมาณ 10 สายพันธุ์ เช่น สายพันธุ์ โกลเด้น บอล (เปลือกสีเหลืองทอง เนื้อสีขาว), ซันบอล (เปลือกสีขาว เนื้อสีส้ม), ฮันนี่ บอล ซึ่ง 3 สายพันธุ์นี้ เป็นเมล่อน ตระกูล ฮันนี่ดิว คือ “ผิวเปลือกเรียบ หวานง่าย หวานมาก ปลูกง่าย ตายยาก และอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ประมาณ 60 วันหลังเพาะเมล็ด” ดังนั้นจึงเหมาะจะเป็นสายพันธุ์พื้นฐาน ที่ให้สมาชิกใหม่ที่เข้ากลุ่มใหม่ยังไม่มีประสบการณ์ในการปลูกเมล่อน ทดลองปลูกดูก่อนให้เกิดความชำนาญเสียก่อน (ราคาประกันที่รับซื้อจากสมาชิกกลุ่ม เฉลี่ย 20-25 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งผลเมล่อนที่ปลูกจะมีน้ำหนักโดยเฉลี่ย 2 กก.) ส่วนเมล่อนญี่ปุ่นสายพันธุ์ตาข่าย เช่นพันธุ์ ซากุระ เมล่อน (มีเนื้อสีส้มและสีเขียว ที่ญี่ปุ่นขายตั้งแต่หลักพันถึงหมื่นบาทต่อผล ที่ฟาร์มคุณสุวิทย์ ขายส่ง ผลละ 1,000 บาท ลูกค้าต้องสั่งจองล่วงหน้าเพราะจะปลูกจำนวนไม่มาก แต่จะปลูกมากที่สุดคือช่วงเทศกาลปีใหม่ เพราะนิยมซื้อเป็นของ ขวัญ ), ร็อคกี้ เมล่อน (มีเนื้อสีเขียวและเนื้อสีส้ม จำหน่ายปลีกผลละ 500 บาท), แตงโอนิชิและ แตงจิงหยวน (2 สายพันธุ์หลังนี้ จะปลูกป้อนซูเปอร์มาร์เกต จำหน่ายปลีกราคา กก. 80-90 บาท) ฯลฯ ปัจจุบันเมล่อนญี่ปุ่น ยังเป็นสายพันธุ์เมล่อนที่ปลูกยาก มีปัญหาในการปลูกมากพอสมควร อายุการเก็บเกี่ยวนานกว่าเมล่อนพันธุ์ผิวเรียบ คือราว 70 กว่าวัน และถ้าปลูกแบบกลางแจ้ง ไม่สามารถควบคุมปัจจัยต่าง ๆได้ เช่น เรื่อง “ฝน” พอฝนตกมามาก เมล่อนดูดน้ำมาก ก็จะทำให้ผลแตกเสียหายโดย ง่าย แต่ขณะนี้คุณสุวิทย์ก็สามารถปลูกเมล่อน ทั้ง 10 สายพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี และปลูกกลางแจ้งไม่ต้องปลูกในโรงเรือนโดยเฉพาะพันธุ์ญี่ปุ่น.

ที่มา :

http://www.dailynews.co.th/agriculture/178282

โดย : Roodbeer  [ 16/1/2556 11:04 ]

หน่วยงาน : กรมส่งเสริมการเกษตร (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)