CSA STAR TIER Thailand e-Government Thailand e-Government Twitter เสนอแนะ ขนาดอักษร

รมว.ศธ.ประชุมกับคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มาตรการป้องกันเรียกรับแป๊ะเจี๊ยะ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประชุมร่วมกับคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ณ ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

วันที่ : 12 กุมภาพันธ์ 2562 09:46:28
147 อ่าน

 

 

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประชุมร่วมกับคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อวันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 ณ ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมี รศ.ดร.เอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ดร.พีระ รัตนวิจิตร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, ดร.อุษณีย์ ธโนศวรรย์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงทุกสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมประชุม

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวในที่ประชุมว่า จุดมุ่งหมายในการประชุมครั้งนี้ เพื่อให้เกิดการร่วมกันทำงานอย่างเป็นระบบและถูกต้องตามกฎหมาย ตลอดจนสร้างความเข้าใจในบทบาทหน้าที่และการดำเนินงานภายใต้แนวคิดเชิงบวกเพื่อพัฒนางานให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ซึ่งขณะนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบมาตรการป้องกันการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ตอบแทน เพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อให้มีการปรับปรุงการปฏิบัติราชการ, ปราบปรามการทุจริตต่อหน้าที่ หรือการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอ โดยให้รัฐบาล, ศธ. และ สพฐ. ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับมาตรการดังกล่าวไปดำเนินการ ซึ่ง ศธ.พร้อมจะปฏิบัติตามและทำงานร่วมกับ ป.ป.ช. เพื่อให้การรับนักเรียนเป็นไปอย่างยุติธรรมและลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นต่อไป (อ่านมติ ครม.ฉบับดังกล่าว)

รศ.ดร.เอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กพฐ. ว่าที่ประชุมมีมติแก้ไขประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เรื่อง นโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน สังกัด สพฐ. ปีการศึกษา 2562 ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบ มาตรการป้องกันการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ตอบแทน เพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษา สังกัด สพฐ. ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอ โดยได้มีการปรับปรุงประกาศ สพฐ. ที่ สำคัญ ๆ ดังนี้

  • มีมติปรับปรุงหลักเกณฑ์การรับนักเรียน กรณีนักเรียนเงื่อนไข ซึ่งเดิมกำหนดไว้ 7 ประเภท ให้ลดเหลือ 4 ประเภท ได้แก่

     1) นักเรียนที่อยู่ในความอนุเคราะห์ของผู้บริจาคที่ดินเพื่อจัดตั้งโรงเรียน เนื่องจากเป็นข้อผูกพันเดิมของโรงเรียน
     2) นักเรียนที่เป็นผู้ยากไร้และด้อยโอกาส
     3) นักเรียนที่เป็นบุตรผู้เสียสละเพื่อชาติ หรือผู้ประสบภัยพิบัติ ที่ต้องการได้รับการสงเคราะห์ดูแลเป็นพิเศษ
     4) นักเรียนที่เป็นบุตรข้าราชการครูและบุคลากรของโรงเรียน

ส่วนที่เหลืออีก 3 ประเภทให้ตัดออก ได้แก่ 1) นักเรียนที่ทำคะแนนสอบคัดเลือกเท่ากันในลำดับสุดท้าย 2) รับนักเรียนโควต้าตามข้อตกลงของโรงเรียนคู่สหกิจ หรือคู่พัฒนา หรือโรงเรียนเครือข่าย และ 3) นักเรียนที่อยู่ในอุปการะของผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ

มีมติแก้คำนิยาม คุณสมบัติ และหลักเกณฑ์การเป็นนักเรียนในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียนให้มีความชัดเจนและเข้มงวดขึ้น โดยนักเรียนในเขตพื้นที่บริการ หมายถึง นักเรียนที่มีชื่อในทะเบียนบ้านที่อยู่ในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียนอย่างน้อย 2 ปี นับถึงวันที่ 16 พฤษภาคม 2562 และต้องอาศัยอยู่จริงกับบิดามารดา หรือผู้ปกครองที่เป็นเจ้าบ้าน โดยให้เจ้าบ้าน หรือเจ้าของบ้าน รับรองการอาศัยอยู่จริง เพื่อให้ได้นักเรียนที่เป็นผู้มีภูมิลำเนาและอาศัยอยู่ในพื้นที่จริง มิใช่เพียงแต่ชื่อปรากฏในทะเบียนบ้านแต่มิได้อาศัยในทะเบียนบ้านดังกล่าว  ทั้งนี้ ผู้ปกครอง หมายถึง บิดามารดา หรือ ผู้ปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวมถึงบุคคลที่เด็กอยู่ด้วยเป็นประจำ โดยเด็กต้องอาศัยอยู่ที่บ้านนั้นจริง ๆ ซึ่งในการรับสมัครนักเรียน จะมีใบสมัครของผู้ปกครองให้รับรองตนเองว่า “เด็กพำนักอยู่ในบ้านนั้นจริง หากมีการตรวจสอบพบภายหลังว่าไม่ได้พักอาศัยอยู่จริง ยินดีรับโทษให้เด็กออกจากโรงเรียนนั้นได้โดยไม่ฟ้องร้อง” นอกจากนี้ ยังมีความผิดทางกฎหมายแพ่งและอาญาฐานให้ข้อมูลเท็จ

การรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในเขตพื้นที่บริการ 60% และรับนักเรียนทั่วไปด้วยวิธีการสอบคัดเลือก 40% ซึ่งในการประกาศรายชื่อ ให้สถานศึกษาประกาศรายชื่อตามลำดับคะแนนที่เด็กทำได้ทุกคนที่มาสมัครเข้าสอบคัดเลือก แต่ไม่ต้องประกาศผลคะแนน เนื่องจากการประกาศผลคะแนนจะเป็นการละเมิดสิทธิ์ ซึ่งหากผู้ปกครองต้องการรู้คะแนนของเด็กให้ไปขอดูที่สถานศึกษา ทั้งนี้ การประกาศรายชื่อโดยเรียงลำดับคะแนน จะทำให้ถ้ามีเด็กสละสิทธิ์เด็กในลำดับถัดไปก็ได้เลื่อนมาแทน ไม่สามารถนำเด็กที่ได้คะแนนน้อย หรือไม่ได้มาสมัครสอบเข้ามาสวมสิทธิ์แทนได้

การรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในโรงเรียนเดิม ให้สถานศึกษารับเด็ก ม.3 ทุกคนที่ประสงค์จะเรียนในโรงเรียนเดิม หากมีที่เหลือสามารถเปิดรับสมัครสอบคัดเลือกเด็กทั่วไปได้ จากหลักเกณฑ์เดิมกำหนดให้โรงเรียนรับเด็กทั่วไป 20% ของแผนการรับนักเรียนชั้น ม.4 ซึ่งจะทำให้นักเรียน ม.3 ส่วนหนึ่งต้องหลุดออกจากโรงเรียนเดิม

การระดมทรัพยากร โรงเรียนสามารถดำเนินการได้ หลังจากสิ้นสุดการรับนักเรียนเข้าเรียนเรียบร้อยแล้ว

เห็นชอบปรับปฏิทินการรับสมัครรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 4  ปีการศึกษา 2562 ซึ่งเดิมกำหนดรับสมัครระหว่างวันที่ 23-27 มีนาคม 2562 แต่เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดให้วันที่ 24 มีนาคม 2562 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ดังนั้น จึงเลื่อนวันรับสมัครเป็นวันที่ 22-27 มีนาคม 2562 โดยให้งดการรับสมัครในวันที่ 24 มีนาคม 2562  เพื่อให้ผู้ปกครองไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะฉะนั้น จึงมีระยะเวลาการรับสมัครเท่าเดิม คือ 5 วัน ทั้งนี้ สพฐ. จะประกาศหลักเกณฑ์การรับนักเรียนใหม่ให้สถานศึกษาถือปฏิบัติต่อไป

อ่านข่าวเพิ่มเติม

"บิ๊ก สพฐ.เชื่อตัด 3 ข้อรับ นร.เงื่อนไขพิเศษ ปิดช่องรับแป๊ะเจี๊ยะ ผอ.บดินทรฯ ชี้ทุก ร.ร.พร้อมปฏิบัติ"


 

Written by ทิพย์สุดา ศรีษะแก้ว, บัลลังก์ โรหิตเสถียร
ขอบคุณเนื้อหาเพิ่มเติม มติชน
Photo Credit อิทธิพล รุ่งก่อน
Rewriter นวรัตน์ รามสูต
Editor บัลลังก์ โรหิตเสถียร